ขึ้น VAT 10% จาก 7% มีสะเทือนทั้งระบบ! ส.ว.ชงรีดภาษีเพิ่ม อุดขาดดุลการคลังระยะยาว “ทอง–หุ้น” ไม่รอด จ่อโดนเก็บเพิ่ม
วันที่ 20 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา เตรียมเสนอรายงานปรับโครงสร้างภาษีต่อที่ประชุมพรุ่งนี้ (21 เม.ย. 69) ก่อนส่งต่อ ครม.พิจารณา โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ “ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)” จาก 7% เป็น 10% เพื่อนำรายได้ไปพัฒนาสวัสดิการรัฐและรองรับสังคมสูงอายุ
รายงานชี้ว่า ไทยเผชิญปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่องกว่า 10 ปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี สูงกว่ากรอบความยั่งยืนที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3% และมีแนวโน้มที่หนี้สาธารณะจะเข้าใกล้เพดานในช่วงปี 2570–2572 ทำให้รัฐจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม จึงเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องรายจ่ายจริง
ข้อเสนอหลักครอบคลุมหลายด้านดังนี้
1. ยกระดับระบบจัดเก็บภาษี
– ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
– ปฏิรูปกรมสรรพากร เป็น “องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ” มีบอร์ดอิสระ ลดอิทธิพลการเมือง
2. ขยายฐานภาษีรายได้
-ให้ประชาชนทุกคนขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ–สวัสดิการ–ประกันสังคม
– เพิ่มลดหย่อน “มีบุตร” คนละ 500,000 บาท
-ตั้ง “กองทุนออมเพื่อบุตร–พ่อแม่” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
– ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หักภาษี ณ ที่จ่าย 2%
– ปรับภาษีเงินปันผลเกิน 10 ล้านบาท เข้าระบบภาษีก้าวหน้า
– ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก
– เก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ 20% (เช่น แพลตฟอร์มต่างชาติที่มีรายได้จากไทย)
– ใช้ Global Minimum Tax 15% ภายในปี 2570
3. ปรับภาษีบริโภค
– เสนอขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อเพิ่มรายได้รัฐ รองรับสวัสดิการ-สังคมสูงวัย
– บังคับใช้ e-Tax Invoice ทุกธุรกิจ
– ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้น VAT รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท
เสนอ “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” กระตุ้นการออกใบกำกับภาษี
– เก็บ VAT ธุรกิจเต็มระบบ
– จัดเก็บภาษีขายหุ้น
– เก็บภาษีซื้อ–ขายทองคำ ทั้งทองจริงและผ่านแพลตฟอร์ม (paper gold)
4. ภาษีฐานทรัพย์สิน
– เพิ่มภาษีที่ดินรกร้าง
– เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร (รวมป้ายการเมือง/อวยพร)
– ปรับเพดานภาษีมรดก และให้ชำระภายใน 150 วันหลังผู้ตายเสียชีวิต
– ผลักดันกฎหมาย “ทรัสต์ส่วนบุคคล” เพื่อบริหารทรัพย์สิน
5.กระจายอำนาจภาษีสู่ท้องถิ่น
– ศึกษา “Home Town Tax” ให้ประชาชนเลือกจ่ายภาษีให้พื้นที่
– เพิ่มบทบาท อปท. จัดเก็บรายได้เอง
– ตั้งคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น ให้คำแนะนำด้านการเงินการคลัง
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป.
