เดิมพันป่าแลกเศรษฐกิจ! คุ้มไหมที่เสี่ยง? เมื่อความมั่งคั่งท้าทายวิถีธรรมชาติ ลั่น นี่แค่แซวเล่น หรือจะเป็น “รอยร้าว” บน “แลนด์บริดจ์”
แค่แซวเล่น หรือจะเป็น “รอยร้าว” บน “แลนด์บริดจ์”
โครงการแลนด์บริดจ์” ที่ทำความเข้าใจกันง่ายๆคือ ทำสะพานเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน โดยใช้วิธีการขนถ่ายสินค้าขึ้นฝั่งและขนส่งผ่านทางบกแทนการขุดคลอง ขึ้นมาแทนโครงการ “คอคอดกระ” ในอดีต เส้นทางฝั่งอ่าวไทยจะอยู่ที่ ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ส่วน ฝั่งอันดามัน: ไปสิ้นสุดที่ ท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ระหว่างทางสะพานนี้จะพาดผ่าน 3 อำเภอ ใน 2 จังหวัดคือ อ.เมือง จังหวัดระนอง อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร คาดว่าตลอดเส้นทางจะยาว 89 -109 กิโลเมตร
แนวคิดนี้ถูกปัดฝุ่นอีกครั้งหลังเกิดวิกฤตน้ำมันปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้จู่ๆ อินโดนีเซียมาจุดประเด็นเรื่องการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา แม้ที่สุดจะแท้งไป แต่ความไม่มั่นคงทางทะเลทำให้แนวคิดนี้ถูกสนับสนุนอีกครั้ง จริงอยู่ที่เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้แม้เราจะขุดคอคอดกระ หรือทำแลนด์บริดจ์ ก็จะทำให้ค่าขนส่งของเรือประหยัดไม่มาก แต่หากเวลาผ่านไปเกิดสองสมมติฐานคือช่องแคบมะละกาถูกปิดหรือเก็บค่าผ่านทาง หรือไม่ก็โลกรุ่งเรือง ช่องศักยภาพของช่องแคบมะละกาล้น การทำทางเลือกก็ย่อมจะเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจ
ถึงนาทีนี้ “คอคอดกระ” น่าจะต้องพับเพราะยากทั้งเรื่องความมั่นคง และความคุ้มค่าของการลงทุน เพราะการขุดคลองไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ “แลนด์บริดจ์” ยังพอมีความหวัง แม้จะถูกตั้งคำถามว่าใครจะเลือกวิธีที่ใช้เรือหนึ่งลำขนของมา พอมาถึงก็ “ยกสินค้าลงจากเรือ” แล้ว “ขนขึ้นรถ” จากนั้นรถวิ่งไป เมื่อถึงปลายทาง ก็ต้องมีเรืออีกลำมารับ โดย ต้อง “ยกสินค้าลงจากรถ” และ “ยกสินค้าขึ้นเรือ” อย่างที่บอกฟังดูยังไงก็ไม่คุ้มแถมยุ่งยาก เว้นแต่จะเกิดเหตุสุดวิสัยกับช่องแคบมะละกา
สำหรับปัญหาหลักของ “คอคอดกระ” ที่ถูก “แลนด์บริดจ์” แก้มีสองกรณีคือ เรื่องการ “ตัดแบ่งประเทศ” ออกเป็นสองส่วน ซึ่งหลายคนมองว่าอาจเกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงในชายแดนใต้ และอีกอย่างก็คือต้นทุนมหาศาล เพราะการขุดกับการทำถนนใช้ “ต้นทุน” ต่างกันลิบลับ
แต่อีกหนึ่งจุดที่คนมองว่า “แลนด์บริดจ์” มีปัญหาคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำท่าเรือฝั่งอันดามันที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก การทำลายพื้นที่ป่าชายเลน การควบคุมมลพิษ และรวมไปถึงการกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน
นี่คือข้อถกเถียงทั้งหมด แต่แล้วเรื่อง “แลนด์บริดจ์” ก็อาจจะกำลังเป็นปัญหาทางการเมืองในพรรคภูมิใจไทย เพราะ วันที่ “รัฐมนตรีท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรับฟังคำบรรยายสรุปและดูศักยภาพการทำงานจริง ว่าโครงการแลนด์บริดจ์
วันนั้น “รัฐมนตรีท็อป” ได้พูดถึงเรื่องนี้ โดยติงว่าให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และบอกว่าพื้นที่แถวนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
และบอกอีกว่าที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่าให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน รวมถึงการที่จะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณดังกล่าวนั้นก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก
เรื่องนี้ถูกโยนไปถาม “รองนายกฯพิพัฒน์ – พิพัฒน์ รัชชกิจประการ” รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดย “คุณพิพัฒน์” บอกว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในที่ประชุม ครม. ดังนั้นจะไม่อธิบาย เพราะถ้าอธิบายไปก็จะเป็นความขัดแย้ง ฉะนั้นเราจะเลือกที่จะไปคุยกันเองภายในดีกว่า ก่อนจะแซว “รัฐมนตรีท็อป” ว่า “เขาลืมไปว่าตอนนี้เขาอยู่อุตสาหกรรม” ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้ว “รองนายกฯ” มีเจตนาแค่ “แซว” หรือ “เหน็บ” หรือหนักถึงขั้น “กระตุกให้รู้ตัว” เพราะเจตนาเป็นเรื่องในใจ แต่การตีความเป็นเรื่องของคนฟัง ซึ่งมีสิทธิจะตีความได้ในทุกรูปแบบ จริงๆต้องให้ความเป็นธรรมกับ “รัฐมนตรีท็อป” เพราะจริงๆในตอนท้ายเขาบอกว่า “การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่”
